ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศลดราคาจำหน่ายระบบปฏิบัติการวินโดวส์วิสต้าบางเวอร์ชันลง 20-48 เปอร์เซ็นต์ ลดเฉพาะซอฟต์แวร์บรรจุกล่องซึ่งจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น ไม่รวมซอฟต์แวร์ชนิดติดตั้งในเครื่องมาจากโรงงานหรือพรีโหลด
ผลคือราคา Vista Ultimate วิสต้ารุ่นประสิทธิภาพสูงที่สุดไปหยุดอยู่ที่ 219 เหรียญสหรัฐ (ราว 7,000 บาท) จาก 299 เหรียญ (ราว 9,600 บาท) ขณะที่เวอร์ชัน Home Premium วิสต้ารุ่นสูงสุดสำหรับใช้ในบ้านอยู่ที่ 129 เหรียญ (ราว 4,200 บาท) จาก 159 เหรียญ (ราว 5,100 บาท) จุดนี้รายงานจากซีเน็ตวิเคราะห์ว่า ไมโครซอฟท์ใช้การปรับลดราคาเพื่อดึงผู้ใช้ให้หลีกไกลสินค้าเถื่อนผิดลิขสิทธิ์ และอุดช่องว่างการอัปเกรดซอฟต์แวร์ซึ่งผู้ใช้ไปกระจุกตัวอยู่ที่ Home Basic แทนที่จะเป็น Home Premium
นักวิเคราะห์ในตลาดค่อนข้างประหลาดใจกับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของไมโครซอฟท์ ระบุว่าไมโครซอฟท์ไม่เคยปรับลดราคาซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่เช่นนี้มาก่อน
ไมโครซอฟท์นั้นเริ่มขายปลีก Windows Vista ในเดือนมกราคม 2007 โดยให้ข้อมูลยอดขายว่าทะลุ 100 ล้านก็อปปี้แล้วในขณะนี้ รับอานิสงส์เต็มๆจากตลาดคอมพิวเตอร์พีซีโลกที่ยังแข็งแกร่งอยู่ อย่างไรก็ตาม การขายปลีกวิสต้ายังอ่อนแออยู่มากหากเทียบกับวินโดวส์เอ็กซ์พี (XP) ระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชันก่อนหน้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
ไมโครซอฟท์ยอมรับว่าการลดราคากล่องวิสต้าอาจทำกำไรได้ไม่คุ้มเหนื่อย โดยรองประธานฝ่ายการตลาดระบบปฏิบัติการวินโดวส์สำหรับผู้บริโภค Brad Brooks กล่าวว่าไมโครซอฟท์เคยทดสอบเพื่อวัดผลจากการปรับลดราคาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พบว่าไมโครซอฟท์จะสูญเสียรายได้ในอัตราที่สูงกว่ารายรับค่าซอฟต์แวร์ที่ผู้บริโภคซื้อซอฟต์แวร์บรรจุกล่องไปใช้งานมากขึ้น แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ไมโครซอฟท์ก็ยอม
ด้าน Michael Silver นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์กลับมองว่าการลดราคาซอฟต์แวร์ขายปลีกนี้จะไม่สร้างผลกระทบครั้งใหญ่ในตลาด เนื่องจาก Silver เชื่อว่าตลาดอัปเกรดซอฟต์แวร์มีข้อจำกัด โดยเฉพาะกรณีผู้ซื้อวินโดวส์ XP ช่วงไตรมาส 4 ปี 2006 จะได้รับคูปองสำหรับนำไปอัปเกรดระบบเป็นวิสต้าได้ฟรีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันผู้ที่ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากช่วงเวลาดังกล่าวก็มักมีวิสต้าแล้วเรียบร้อย ที่สำคัญคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในตลาดช่วงก่อนปี 2006 ก็ล้วนมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะอัปเกรด
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าการลดราคาจะมีผลต่อตลาดในระยะยาว และเชื่อว่าไมโครซอฟท์จะไม่ได้รับผลกระทบรายได้ลดมากนัก เนื่องจากไมโครซอฟท์ยังมีรายได้หลักจากกลุ่มธุรกิจและตลาดพีซีโลกที่เข้มแข็งหนุนหลัง ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ไมโครซอฟท์เห็นผลสำเร็จจากการลดราคาซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนและครู ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นความสามารถในการเข้าถึงความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้นได้
News Source:
Manager Online